ในยุคที่ “Online Advertising” กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของทุกธุรกิจ “Performance Marketing” คือหนึ่งในสายงานที่มาแรงสุด เป็นเสมือนร่างอัพเกรดของสายงาน Digital Marketing เพราะเป็นการตลาดที่โฟกัสผลลัพธ์แบบชัดเจน ดูได้เลยว่า เงินค่า Ad ที่จ่ายไป ได้ยอดขายหรือไม่ มีคนสมัครหรือเปล่า หรือได้ Conversion เท่าไร
บทความนี้ผมตั้งใจเขียนให้เพื่อนๆ ที่สนใจ “Performance Marketing คืออะไร” ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับกลาง เข้าใจภาพรวม วิธีวัดผล กลยุทธ์ เครื่องมือที่ใช้ และที่สำคัญคือ “ทักษะที่จำเป็นสำหรับสายงาน Performance Marketing” พร้อมแนะนำเส้นทางอาชีพเบื้องต้นสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นแบบจริงจัง
►
Topic
- Performance Marketing คืออะไร?
- งานของ Performance Marketing ต้องทำอะไรบ้าง
- ทักษะที่จำเป็นสำหรับสายงาน Performance Marketing
- ช่องทางและเครื่องมือในงาน Performance Marketing
- การวัดผล Performance Marketing ยังไง
- เริ่มสาย Performance Marketing ยังไง
- Career Path & เงินเดือนของคนทำ Performance Marketing
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสาย Performance Marketing
- สรุป: คนทำ Performance Marketing ต้องรู้อะไรบ้าง
Performance Marketing คืออะไร?
Performance Marketing คือ การตลาดที่ยึดผลลัพธ์ที่วัดได้เป็นตัวตั้ง เน้นการสร้างยอดขายและลูกค้าจริงผ่านช่องทางดิจิทัล โดยจ่ายเงินไปกับสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเกิด Conversion เช่น คลิก ลงทะเบียน หรือซื้อสินค้า แล้ววัดความคุ้มค่าด้วยตัวเลขอย่าง ROAS และ CPA ทุกแคมเปญ ไม่ใช่แค่สร้างการรับรู้แล้วจบ
หัวใจของมันมีอยู่ประโยคเดียวที่ผมยึดมาตลอดครับ คือ ทุกการโฆษณาต้องวัดผลได้ ถ้าวัดไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ Performance Marketing สิ่งที่ทำให้สายนี้ต่างจากการตลาดแบบเดิม คือเราจ่ายเงินตาม action จริงที่เกิดขึ้น เช่น คลิก ทักแชต หรือปิดการขาย แล้ว attribute กลับได้ว่ายอดที่ได้มาจากช่องไหน คนละกี่บาท
ผมเจอบ่อยมากว่าเจ้าของธุรกิจหลายคนใช้เงินค่าโฆษณาหลักหมื่นหลักแสนต่อเดือน แต่พอถามว่าลูกค้ามาจาก Line, Facebook, IG หรือ TikTok ช่องไหน กลับตอบไม่ได้เลย Performance Marketing เกิดมาเพื่อแก้ pain point ตรงนี้พอดี มันทำให้เรารู้ว่าเงินที่ลงไปแต่ละช่อง สร้างลูกค้ากลับมากี่คน คนละกี่บาท แล้วช่องไหนควรเติมเงิน ช่องไหนควรหยุด
Performance Marketing ต่างจาก Digital Marketing ยังไง?
อันนี้เป็นคำถามที่ผมโดนถามบ่อยที่สุด และเป็นจุดที่คนสับสนกันเยอะ เพราะสองคำนี้มันทับซ้อนกันอยู่ ผมเลยชอบอธิบายด้วยตารางเปรียบเทียบ 4 แกน ที่ผมใช้สอนน้องๆ มาตลอด ลองดูครับว่ามันต่างกันตรงไหน
- เป้าหมาย (Objective): Digital Marketing เน้น Brand Awareness สร้างการรับรู้ ส่วน Performance Marketing เน้นสร้าง Sales และ Lead ให้เกิดยอดจริง
- โฟกัส (Focus): Digital Marketing โฟกัสที่การสร้างตัวตนออนไลน์หรือ presence ของแบรนด์ ส่วนฝั่ง Performance โฟกัสที่การ Drive Conversion ดันให้คนทำสิ่งที่เราต้องการ
- วิธีการ (Tactic): Digital Marketing ใช้ SEO และ Social ทั้ง FB, Line, IG, TikTok ส่วนงานสายนี้ใช้ PPC (Pay-per-click), Affiliate และระบบโฆษณาของ Google/Meta เป็นหลัก
- วิธีวัดผล: Digital Marketing วัดด้วย Impression, Reach, Engagement, Traffic ส่วนฝั่ง Performance วัดด้วย ROAS, CPA และ CAC (Customer Acquisition Cost)

สรุปง่ายๆ คือ Performance Marketing เน้นการขายและการได้มาซึ่งลูกค้า ส่วน Digital Marketing เน้นสร้าง presence และแบรนด์ให้ธุรกิจ แต่ผมอยากย้ำว่าสองอย่างนี้ไม่ได้แข่งกันนะครับ มันทำงานคู่กัน แบรนด์ที่ดีต้องมีทั้งคนที่สร้างการรับรู้ และคนที่เปลี่ยนการรับรู้นั้นให้กลายเป็นยอดขาย ถ้าอยากเจาะลึกกว่านี้ ผมเขียนแยกไว้อีกโพสต์เรื่อง Performance Marketing ต่างจาก Digital Marketing ยังไง ลองตามไปอ่านได้ครับ
ส่วน Traditional Marketing อย่างป้ายบิลบอร์ด ทีวี วิทยุ ก็ยังมีพลังเรื่องการสร้างแบรนด์ในวงกว้าง แต่จุดอ่อนคือมันวัดผลตรงๆ ได้ยากมาก เราไม่มีทางรู้ว่าคนที่ขับรถผ่านป้ายแล้วกี่คนเดินเข้ามาซื้อจริง ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ Performance Marketing โดดเด่นขึ้นมา เพราะมันตอบโจทย์เจ้าของธุรกิจที่อยากเห็นทุกบาทที่จ่ายไปพิสูจน์ความคุ้มค่าได้จริง
งานของ Performance Marketing ต้องทำอะไรบ้าง
เอาตรงๆ งานสายนี้ในหนึ่งวันมันไม่ได้นั่งสวยๆ คิด big idea อย่างเดียว แต่เป็นงานที่ต้องลงมือจริง วนลูปกันไปทั้งวัน จากที่ผมทำมา หน้าที่หลักจะหมุนอยู่ราว 3 เรื่องนี้ครับ
- วางแผนแคมเปญ (Plan Campaign): ตั้งเป้าหมายให้ชัดก่อนว่าแคมเปญนี้ต้องการอะไร ยอดขาย ลงทะเบียน หรือทักแชต แล้วเลือกช่องทาง วางงบ วาง targeting ให้ตรงกลุ่ม ขั้นนี้ถ้าวางพลาด ที่เหลือก็พังตามครับ
- ซื้อสื่อและรันโฆษณา (Media Buying): ลงมือสร้างแคมเปญใน Ads Manager จริง ตั้งงบ ตั้ง bid เลือกกลุ่มเป้าหมาย อัปโหลด creative แล้วกดปล่อย ผมว่าขั้นนี้คือหัวใจของคำว่า Media Buyer เลย
- ปรับแต่งให้ดีขึ้น (Optimize): หลังปล่อยแล้วงานจริงเพิ่งเริ่ม ผมต้องเข้ามาดูตัวเลขทุกวัน อันไหน CPA แพงเกินก็หยุด อันไหนเวิร์กก็เติมงบ ทดสอบ creative ใหม่ ปรับ targeting วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าต้นทุนต่อลูกค้าจะลงมาอยู่ในจุดที่คุ้ม
คนทำสายนี้ยังต้องแตะเรื่อง tracking และเว็บนิดหน่อยด้วยครับ เพราะถ้าระบบเก็บข้อมูลไม่แม่น ตัวเลขที่เห็นก็เชื่อไม่ได้ ผมเคยเจอเคสที่ยอดในแอดสวยมาก แต่ยอดขายจริงไม่ขยับ พอไล่ดูถึงรู้ว่า Pixel วางผิด ข้อมูลเลยเพี้ยนทั้งดุ้น
ตัวอย่างตำแหน่งงานในสาย Performance Marketing
- Performance Marketing Specialist: ดูภาพรวมแคมเปญหลายช่องทาง รับผิดชอบตัวเลข ROAS/CPA โดยตรง
- Media Buyer: เชี่ยวชาญการซื้อสื่อและบริหารงบในแพลตฟอร์มโฆษณา เน้นรันและสเกล
- PPC Campaign Manager: โฟกัสงานฝั่ง Pay-per-click โดยเฉพาะ Google Ads และ Search
- Affiliate Marketing Manager: บริหารเครือข่าย affiliate และพาร์ตเนอร์ที่ช่วยขายแบบจ่ายตามผล
- Digital Performance Analyst: เน้นฝั่งข้อมูล วิเคราะห์ผล ทำ report และหา insight ให้ทีมเอาไปปรับแคมเปญ
ทักษะที่จำเป็นสำหรับสายงาน Performance Marketing
ผมเชื่อว่าสายนี้ไม่ได้ต้องการอัจฉริยะ แต่ต้องการคนที่ฝึกทักษะถูกตัวและฝึกอย่างสม่ำเสมอ ถ้าให้เลือกแกนหลักที่ขาดไม่ได้ ผมมองว่ามี 4 ข้อนี้ครับ
- Data-Driven Thinking: คือการตัดสินใจด้วยตัวเลขไม่ใช่ความรู้สึก เวลาเปิด report มาแล้วต้องอ่านออกว่าตัวเลขกำลังบอกอะไร ยกตัวอย่างเช่น CTR สูงแต่ยอดขายต่ำ มันแปลว่าโฆษณาน่าสนใจแต่หน้าเว็บหรือสินค้าอาจมีปัญหา คนที่อ่านสัญญาณพวกนี้ออกจะปรับแคมเปญได้เร็วกว่าคนอื่นมาก
- Customer Journey & Funnel: ต้องเข้าใจว่าลูกค้าเดินทางจากไม่รู้จักเรา จนถึงตัดสินใจซื้อผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง เพราะคนที่เพิ่งเห็นแบรนด์ครั้งแรกกับคนที่เคยใส่ตะกร้าแล้วทิ้งไป เราต้องสื่อสารคนละแบบ ความเข้าใจ funnel ทำให้เราเลือกข้อความและ retargeting ได้ตรงจังหวะ
- Media Buying Platform: คือความชำนาญในหน้าจอจริงของ Google Ads และ Meta Ads รู้ว่าตั้งแคมเปญแบบไหนเหมาะกับเป้าหมายไหน ตั้ง bid ยังไง อ่านคอลัมน์ไหน ตรงนี้ต้องลงมือทำเองถึงจะคล่อง ดูคลิปอย่างเดียวไม่พอครับ
- Copywriting & Creative Brief: ถึงจะเป็นสายตัวเลข แต่สุดท้ายสิ่งที่ลูกค้าเห็นคือ creative และข้อความ การเขียน hook ให้คนหยุดนิ้ว และการบรีฟทีมครีเอทีฟให้ได้งานที่ขายได้ คือทักษะที่แยกคนเก่งออกจากคนทั่วไป
ข่าวดีคือทักษะพวกนี้เรียนฟรีได้เกือบหมด ผมแนะนำให้เริ่มจาก Google Skillshop สำหรับฝั่ง Google Ads และ Meta Blueprint สำหรับฝั่ง Facebook/Instagram ทั้งสองที่มีคอร์สและใบ certificate ให้ฟรี ผมเคยทำคลิปเล่าเรื่อง สกิลที่เว็บหางานจริงเขาต้องการ ไว้ด้วย ลองดูประกอบได้ครับ ถ้าใครอยากได้แนวคอร์สแบบมีโครงสร้าง ผมรวมไว้ในโพสต์ คอร์สเรียนการตลาดออนไลน์ที่แนะนำ
ช่องทางและเครื่องมือในงาน Performance Marketing
คนชอบถามผมว่าใช้เครื่องมืออะไรบ้าง ผมว่าวิธีที่เข้าใจง่ายที่สุดคือมองเป็น 3 ชั้น คือ ช่องทางที่ใช้ยิง เครื่องมือที่ใช้ดูผล และเครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ลองไล่ไปทีละชั้นครับ
ช่องทางหลักที่ใช้รันโฆษณา
- Google Ads (PPC/SEM): จับคนที่กำลังค้นหา ตั้งใจซื้ออยู่แล้ว KPI ที่จับตาคือ CPC และ Conversion Rate เพราะคนกลุ่มนี้ intent สูง
- Facebook/Instagram Ads: เก่งเรื่องสร้างดีมานด์และ targeting ตามความสนใจ KPI ที่ดูคือ CPM, CTR และ CPA
- Email Marketing: ช่องทางต้นทุนต่ำสำหรับลูกค้าเก่า ดู Open Rate และ Conversion จากลิงก์
- Affiliate: จ่ายตามผลลัพธ์จริง ดูที่จำนวนยอดขายที่ปิดได้และค่าคอมต่อออเดอร์
เครื่องมือวิเคราะห์ผล (Analytics)
- GA4 (Google Analytics 4): ดูพฤติกรรมคนบนเว็บ ว่ามาจากไหน ทำอะไร แล้ว convert ตรงไหน
- Meta Business Suite: ศูนย์กลางดูผลโฆษณาฝั่ง Facebook/Instagram
- Looker Studio: ดึงข้อมูลหลายแหล่งมารวมเป็น dashboard เดียวให้อ่านง่าย ใช้ส่งให้ทีมหรือลูกค้าดู
- Hotjar / Microsoft Clarity: ดู heatmap และ recording ว่าคนสะดุดตรงไหนแล้วออก ผมใช้ตัวนี้จับจุดที่หน้า landing ทำคนหลุดบ่อยๆ
เครื่องมือ Tracking
- Google Tag Manager (GTM): ตัวกลางจัดการ tag และ tracking code โดยไม่ต้องแก้โค้ดเว็บบ่อยๆ
- Facebook Pixel / CAPI: ส่งข้อมูล event กลับไปให้ Meta เรียนรู้และวัด Conversion ฝั่งโฆษณา
- GA4 Event: เก็บ event สำคัญบนเว็บ เช่น add to cart หรือ purchase
เรื่อง tracking นี่ผมว่าสำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะถ้าตั้งผิด ตัวเลขทั้งหมดที่เราเอามาตัดสินใจก็ผิดตามหมด ผมเคยทำคลิปอธิบาย Google Ads 101, Conversion คืออะไร และ การใช้ UTM ไว้ ใครเพิ่งเริ่มลองไล่ดูได้ครับ
การวัดผล Performance Marketing ยังไง
มาถึงหัวใจของสายนี้แล้วครับ การวัดผล ถ้าวัดไม่เป็นก็เรียกว่า Performance Marketing ไม่ได้เต็มปาก ผมขอไล่ KPI ตัวสำคัญพร้อมสูตรแบบเข้าใจง่าย จำไว้แค่ไม่กี่ตัวนี้ก็คุยกับใครรู้เรื่องแล้ว
- ROAS (Return on Ad Spend): ยิงแอดไปได้รายได้กลับมากี่เท่า สูตรคือ รายได้จากโฆษณา หารด้วย งบโฆษณา ถ้าได้ 4 แปลว่าลง 1 บาทได้กลับ 4 บาท
- CPA (Cost per Acquisition): ต้นทุนต่อการได้ลูกค้าหรือ Conversion หนึ่งครั้ง สูตรคือ งบที่ใช้ หารด้วย จำนวน Conversion ยิ่งต่ำยิ่งดี
- CPL (Cost per Lead): ต้นทุนต่อการได้ lead หนึ่งราย สูตรคือ งบ หารด้วย จำนวน lead เหมาะกับธุรกิจที่เก็บรายชื่อก่อนปิดการขาย
- CPC (Cost per Click): จ่ายเท่าไรต่อหนึ่งคลิก สูตรคือ งบ หารด้วย จำนวนคลิก
- CTR (Click-Through Rate): คนเห็นแล้วคลิกกี่เปอร์เซ็นต์ สูตรคือ จำนวนคลิก หารด้วย Impression บอกว่าโฆษณาน่าสนใจแค่ไหน
- Conversion Rate: คนที่คลิกแล้วเกิดผลลัพธ์จริงกี่เปอร์เซ็นต์ สูตรคือ จำนวน Conversion หารด้วย จำนวนคลิก บอกว่าหน้าปลายทางทำงานดีแค่ไหน
- Quality Score: คะแนนคุณภาพโฆษณาฝั่ง Google ที่มีผลต่อต้นทุนต่อคลิก ยิ่งสูงยิ่งจ่ายถูกลง

ขอยกตัวอย่างแบบกลมๆ ให้เห็นภาพว่าตัวเลขมันร้อยเข้าหากันยังไงครับ (ตัวเลขชุดนี้สมมติเพื่ออธิบาย ไม่ใช่ผลจริงของแคมเปญใด) สมมติผมใช้งบ 10,000 บาท ได้คลิกมา 1,000 คลิก เท่ากับ CPC = 10 บาท จาก 1,000 คลิกนั้นปิดการขายได้ 20 ออเดอร์ เท่ากับ Conversion Rate = 2% และ CPA = 10,000 หาร 20 = 500 บาทต่อออเดอร์ ถ้าออเดอร์ละ 1,500 บาท รายได้รวมคือ 30,000 บาท ROAS = 30,000 หาร 10,000 = 3 เท่า แค่ไล่ตัวเลขแบบนี้เราก็รู้ทันทีว่าแคมเปญนี้กำไรหรือขาดทุน
ใครอยากเข้าใจเรื่องการตั้งเป้าให้แคมเปญลึกขึ้น ผมเขียนไว้ในโพสต์ การตั้งเป้าหมายและ KPI ของแคมเปญ ส่วนเรื่องการอ่านผลและ ROAS แบบลงรายละเอียด อยู่ในโพสต์ วิธีวัดผลโฆษณาและ ROAS และผมมีคลิป วัดผล KPI กับ CTR คืออะไร ให้ดูประกอบครับ
A/B Testing คือเครื่องมือที่ทำให้เราเก่งขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่ทำให้ Performance Marketing สนุกสำหรับผมคือ A/B Testing คือการทดสอบสองเวอร์ชันพร้อมกัน เปลี่ยนทีละตัวแปร เช่น ทดสอบ headline สองแบบ หรือรูปสองแบบ แล้วปล่อยให้ข้อมูลตัดสินว่าอันไหนชนะ แทนที่จะเถียงกันในห้องประชุมด้วยความรู้สึก เราปล่อยให้ตัวเลขพูด ผมเคยทำคลิปเรื่อง A/B Testing ไว้ ใครสนใจลองตามไปดูได้ครับ ของแบบนี้ยิ่งทำบ่อยยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ (ในทางที่ดีขึ้น555)
เริ่มสาย Performance Marketing ยังไง
คำถามที่น้องๆ ถามผมเยอะที่สุดคือ “ไม่มีพื้นฐานเลย เริ่มยังไงดี” คำแนะนำของผมคือเริ่มจาก Digital Marketing ก่อน พอเข้าใจการทำสื่อโซเชียลแล้วค่อยอัปเกรดมาเป็น Performance Marketing เพราะสองสายนี้มันต่อยอดกัน ผมขอวางเป็นเส้นทาง 5 ขั้นที่ทำตามได้จริงครับ
- เรียนฟรีให้จบก่อน: ลุย Google Skillshop และ Meta Blueprint เก็บ certificate พื้นฐานให้ครบ ใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ก็มีภาพรวมแล้ว
- ลองรันงบเล็กด้วยเงินตัวเอง: อันนี้สำคัญมาก ผมว่าเงิน 500 ถึง 1,000 บาทที่เสียไปกับแอดจริงของตัวเอง สอนเราได้มากกว่าคอร์สเป็นสิบ เพราะมันคือเงินเราเอง เราจะตั้งใจอ่านผลแบบสุดๆ
- ฝึกอ่าน metric ให้คล่อง: เปิด report ทุกวัน หัดตอบให้ได้ว่าวันนี้ CPC, CTR, CPA เป็นยังไง แล้วพรุ่งนี้จะปรับอะไร ฝึกจนอ่านตัวเลขออกแบบไม่ต้องคิดนาน
- ทำ portfolio: เก็บแคมเปญที่เคยรัน แม้จะเป็นของตัวเองหรือของเพื่อน บันทึกว่าเริ่มจากตรงไหน ปรับอะไร ผลดีขึ้นยังไง อันนี้คือสิ่งที่ทำให้คนไม่มีประสบการณ์ดูน่าจ้าง
- สมัครงาน entry level: เริ่มจากตำแหน่ง Media Assistant, Ad Ops หรือ Coordinator ได้เลย ไม่ต้องรอพร้อม 100% เข้าไปเรียนรู้หน้างานเร็วกว่า
ใครที่กำลังจะย้ายสายหรือเตรียมสัมภาษณ์ ผมทำคลิปไว้สามตัวที่น่าจะช่วยได้ คือ เทคนิคสัมภาษณ์งาน, ย้ายสายมาทำการตลาด และ ชีวิต Performance Marketer จริงๆ เป็นยังไง ลองดูเอาแรงใจครับ
Career Path & เงินเดือนของคนทำ Performance Marketing
เส้นทางอาชีพสายนี้ค่อนข้างชัด และโตได้ไกลถ้าฝีมือถึง ผมขอวางเป็นบันได 3 ขั้นให้เห็นภาพครับ
- Entry Level: Media Assistant, Ad Ops, Coordinator งานช่วงนี้เน้นลงมือ ตั้งแคมเปญตามที่พี่ๆ บรีฟ ทำ report เก็บชั่วโมงบินกับหน้าจอจริง
- Mid Level: PPC Specialist, Performance Manager, Digital Analyst เริ่มรับผิดชอบตัวเลขเอง ตัดสินใจเรื่องงบและกลยุทธ์ของแคมเปญในมือ
- Senior Level: Head of Performance, Digital Media Lead ดูภาพรวมทั้งทีม วางกลยุทธ์ระดับธุรกิจ จัดสรรงบก้อนใหญ่ และโค้ชน้องในทีม
วันทำงานจริงของคนสายนี้ส่วนใหญ่หมุนอยู่กับการเช็กตัวเลขตอนเช้า ปรับแคมเปญ คุยกับทีมครีเอทีฟ และวางแผนงบรอบถัดไป มันไม่ได้หวือหวาทุกวัน แต่ความรู้สึกตอนที่เห็น CPA ลดลงเพราะการปรับของเราเอง บอกเลยว่าฟินมากครับ
เรื่องเงินเดือน อันนี้พูดยากเพราะขึ้นกับบริษัทและฝีมือ แต่ขอให้กรอบไว้เป็นจุดอ้างอิงคร่าวๆ สำหรับตลาดไทย
- เริ่มต้น: ราว 18,000 ถึง 30,000 บาท
- ระดับกลาง: ราว 35,000 ถึง 60,000 บาท
- อาวุโส: ราว 70,000 ถึง 120,000 บาทขึ้นไป
ตัวเลขพวกนี้เป็นช่วงอ้างอิงนะครับ สาย Performance มักได้สูงกว่า Digital Marketing ทั่วไป เพราะสกิลต้องใช้ทั้งเวลาและประสบการณ์กว่าจะแม่น อยากได้เรตอัปเดตจริงลองเทียบกับฐานข้อมูลอย่าง Jobsdb ประกอบครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสาย Performance Marketing
Performance Marketing ต่างจาก Digital Marketing ยังไง?
ต่างกันที่เป้าหมายเป็นหลักครับ Digital Marketing เน้นสร้างการรับรู้และตัวตนของแบรนด์ วัดด้วย Reach และ Engagement ส่วน Performance Marketing เน้นสร้างยอดขายและลูกค้าจริง วัดด้วย ROAS และ CPA แต่ทั้งสองทำงานคู่กัน ไม่ได้แทนกัน
เงินเดือนสาย Performance Marketing เท่าไร?
ในตลาดไทยจุดเริ่มต้นอยู่ราว 18,000 ถึง 30,000 บาท ระดับกลาง 35,000 ถึง 60,000 และอาวุโส 70,000 ถึง 120,000 ขึ้นไป สายนี้ได้มากกว่า Digital Marketing ทั่วไปเพราะทักษะต้องใช้เวลาสะสม ตัวเลขจริงขึ้นกับฝีมือและขนาดงบที่เคยดูแลครับ
ไม่มีประสบการณ์ เริ่มสาย Performance Marketing ยังไง?
เริ่มจากเรียนฟรีใน Google Skillshop กับ Meta Blueprint แล้วลองรันแอดด้วยงบเล็กๆ ของตัวเองสัก 500 ถึง 1,000 บาทครับ ของจริงสอนเราได้ดีกว่าทฤษฎีมาก จากนั้นเก็บผลงานทำ portfolio แล้วสมัครงาน entry level อย่าง Ad Ops หรือ Media Assistant ได้เลย ไม่ต้องรอพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์
ต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง?
หลักๆ คือแพลตฟอร์มโฆษณาอย่าง Google Ads และ Meta Ads สำหรับยิงแอด เครื่องมือวิเคราะห์อย่าง GA4 และ Looker Studio สำหรับดูผล และเครื่องมือ tracking อย่าง GTM กับ Facebook Pixel สำหรับเก็บข้อมูล เริ่มจากสองสามตัวให้คล่องก่อนแล้วค่อยขยายครับ ไม่ต้องรีบเก่งทุกอย่างพร้อมกัน
ต้องเก่งเลขมากไหม?
ไม่ต้องถึงขั้นเก่งคณิตศาสตร์ครับ แค่บวกลบคูณหารเป็น และอ่านเปอร์เซ็นต์กับอัตราส่วนออกก็พอ สูตรที่ใช้จริงอย่าง ROAS หรือ CPA เป็นการหารง่ายๆ ทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือการตีความว่าตัวเลขกำลังบอกอะไร แล้วเอาไปตัดสินใจปรับแคมเปญต่อ ตรงนี้ฝึกได้ด้วยการทำบ่อยๆ
สรุป: คนทำ Performance Marketing ต้องรู้อะไรบ้าง
ถ้าให้ม้วนทุกอย่างกลับมาในประโยคเดียว Performance Marketing คือการทำให้ทุกบาทที่จ่ายไปกับโฆษณามันพูดได้ว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม หัวใจอยู่ที่การวัดผลให้ได้ คนทำสายนี้ต้องเข้าใจความต่างจาก Digital Marketing เข้าใจ funnel อ่าน metric เป็น คุมแพลตฟอร์มโฆษณาได้ และวาง tracking ให้แม่น เพื่อให้ตัวเลขที่เอามาตัดสินใจมันเชื่อถือได้จริง
ผมเชื่อว่าใครก็เริ่มสายนี้ได้ ขอแค่ยอมลงมือทำจริง ลองเสียเงินค่าแอดของตัวเองสักก้อน แล้วฝึกอ่านผลทุกวัน เดี๋ยวความเข้าใจมันจะมาเอง ไม่ต้องรีบเก่งหมดในวันเดียว ค่อยๆ สะสมไปทีละแคมเปญ
ใครที่กำลังเริ่มต้นอยู่ ผมขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ และน้องๆ ทุกคนครับ สู้ๆ ครับ 🙂
