ยิงแอดออนไลน์ Google และ Facebook Ads ฉบับเริ่มต้น

ยิงแอดออนไลน์ฉบับเริ่มต้น: Google + Facebook Ads เข้าใจใน 15 นาที

เพื่อนผมคนหนึ่งเปิดร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ เมื่อวานทักมาถามสั้นๆ ว่า “มีเงินก้อนนึงสักหมื่นนึง อยากลองยิงแอดออนไลน์ ควรลง Google หรือ Facebook ดี” ผมตอบไปว่าคำถามนี้ตอบได้ครับ แต่ขอถอยกลับมาตั้งต้นที่ภาพใหญ่ก่อน เพราะถ้าเลือกสนามผิดตั้งแต่วันแรก เงินหมื่นนั้นหายไปไวกว่าที่คิด

จากที่ผมดูแล Performance Marketing มา ผมเจอคนเริ่มยิงแอดด้วยความเชื่อว่า “กดปุ่ม Boost แล้วรอเงินไหลเข้า” มาเยอะ และเจ็บตัวกันมาพอๆ กัน ความจริงคือมันมีลำดับที่ควรเข้าใจก่อน ตั้งแต่เลือกแพลตฟอร์ม ไปจนถึงการอ่านตัวเลขว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม

สรุปสั้นๆ: หน้านี้เป็นแผนที่ตั้งต้นสำหรับคนที่อยากเริ่มยิงแอดออนไลน์แบบไม่เสียค่าโง่ ผมจะพาไล่ตั้งแต่ความเข้าใจพื้นฐาน, ความต่างของ Google กับ Facebook, ข้อผิดพลาดที่มือใหม่เจอบ่อย ไปจนถึงการวัดผล แล้วลิงก์ไปบทความเต็มของแต่ละหัวข้อให้ เหมาะกับเจ้าของร้าน, ฟรีแลนซ์ และน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มงานสายนี้

ยิงแอดออนไลน์ทำงานยังไง มองภาพรวมก่อนกดเงินแรก

หัวใจของโฆษณาออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มเหมือนกันครับ คือเราจ่ายเงินเพื่อ “ซื้อความสนใจ” ของคนกลุ่มที่เราเลือก แล้วพยายามเปลี่ยนความสนใจนั้นเป็นการกระทำ ทั้งคลิก ทักแชท หรือซื้อของ ทุกอย่างวิ่งอยู่บนระบบประมูลโฆษณา (auction) ที่ตัดสินกันแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่ใครจ่ายแพงสุดได้ที่ดีสุดเสมอไป

แผนภาพ hub-and-spoke เรื่องยิงแอดออนไลน์ ฮับกลางสีน้ำเงินเชื่อม 7 หัวข้อ Google Ads, Facebook Ads, CTR, Conversion, ROAS
แผนที่ยิงแอดออนไลน์ 7 จุดต้องรู้ ตั้งแต่เลือกแพลตฟอร์มจนถึงวัดผล ROAS

ก่อนจะลงรายละเอียดแต่ละแพลตฟอร์ม มีกรอบคิดหนึ่งที่ผมอยากให้ตั้งไว้ในหัวก่อน นั่นคือเราเล่นเกมวัดผลได้ ไม่ใช่เกมความรู้สึก เรื่องนี้คือเส้นแบ่งระหว่างคนที่ยิงแอดเล่นๆ กับคนที่ยิงแล้วโตจริง อ่านแบบเต็มได้ที่ Performance Marketing ต่างจาก Digital Marketing ซึ่งจะอธิบายว่าทำไมการตั้งเป้าเป็นตัวเลขตั้งแต่ต้นถึงเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ทั้งหมด

เลือกสนามรบ: Google Ads กับ Facebook Ads ต่างกันตรงไหน

คำถามของเพื่อนผมข้างบนตอบได้ด้วยหลักง่ายๆ ครับ ลองถามตัวเองว่า ลูกค้าเรา “กำลังหา” สินค้าเราอยู่แล้ว หรือเรากำลังจะ “ไปสะกิด” ให้เขาอยากได้ สองคำนี้พาเราไปคนละแพลตฟอร์ม

Google Ads: ตามจับคนที่กำลังค้นหา

Google Ads เก่งเรื่อง demand ที่มีอยู่แล้ว คนพิมพ์คำว่า “ช่างแอร์ใกล้ฉัน” หรือ “รองเท้าวิ่งผู้หญิง” คือคนที่มีความต้องการชัดในหัวอยู่แล้ว เราแค่ไปยืนรอตรงหน้าจอตอนเขาค้นหา ความตั้งใจซื้อจึงสูงกว่า แต่การแข่งขันบนคำยอดฮิตก็ดุและแพงตามไปด้วย ใครขายของที่คนรู้อยู่แล้วว่าตัวเองอยากได้ ลองเริ่มทางนี้ก่อน รายละเอียดเรื่องโครงสร้างแคมเปญและ Quality Score ผมเขียนไว้ที่ Google Ads คืออะไร ทำงานยังไง

Facebook Ads: สร้างความอยากให้คนที่ยังไม่ได้หา

ฝั่ง Facebook กับ Instagram คนละเกมครับ คนเลื่อนฟีดเพื่อพักผ่อน ไม่ได้ตั้งใจมาซื้อของ จุดแข็งของ Meta คือ targeting ที่ละเอียดและครีเอทีฟที่หยุดนิ้วคนได้ เหมาะกับสินค้าที่ต้องเล่าเรื่องหรือสร้างความอยากก่อน เช่น แฟชั่น อาหาร คอร์สเรียน ข้อดีคือเริ่มด้วยงบน้อยได้ ข้อเสียคือถ้าครีเอทีฟไม่โดน เงินละลายเร็วมาก วิธีเริ่มแบบไม่จ่ายค่าโง่ ผมรวบไว้ที่ Facebook Ads คืออะไร เริ่มต้นยังไงไม่เสียเงินเปล่า

คำตอบที่ผมให้เพื่อนสุดท้ายคือ ไม่ต้องเลือกตลอดไป เริ่มจากสนามที่ตรงกับพฤติกรรมลูกค้าตอนนี้ก่อน พอมีข้อมูลแล้วค่อยขยายไปอีกสนามทีหลัง

ด่านที่มือใหม่ตกบ่อยที่สุด

ก่อนข้ามไปเรื่องวัดผล ขอเตือนเรื่องหลุมที่คนเริ่มต้นพลาดซ้ำกันแทบทุกคน ทั้งตั้ง budget แบบหว่าน ไม่ติดตั้งระบบวัดผลตั้งแต่วันแรก และรีบปิดแอดทั้งที่ระบบยังเรียนรู้ไม่จบ สามเรื่องนี้กินงบเงียบๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว ผมแกะให้ดูทีละข้อพร้อมวิธีเลี่ยงที่ 3 ข้อผิดพลาดยิงแอดที่มือใหม่เจอบ่อย อ่านก่อนกดยิงจริงจะประหยัดเงินไปได้หลายพัน


วัดผลยังไงให้รู้ว่าได้ผลจริง ไม่ใช่แค่รู้สึกว่าปัง

ที่ผมย้ำกับน้องๆ ในทีมเสมอคือ แอดที่ดูไลก์เยอะคอมเมนต์สนุก อาจขายไม่ได้สักบาท ถ้าเราไม่มีตัวเลขสามชั้นนี้ เราจะแยกแอดที่ “ดูดี” กับแอดที่ “ทำเงิน” ออกจากกันไม่ได้เลย

CTR: สัญญาณแรกว่าโฆษณาตรงใจหรือเปล่า

CTR หรืออัตราคลิกต่อการมองเห็น เป็นเมตริกตัวแรกที่ผมดูทุกครั้ง เพราะมันบอกเร็วที่สุดว่าครีเอทีฟกับกลุ่มเป้าหมายตรงกันไหม คนเห็น 100 ครั้งคลิก 5 ครั้ง CTR คือ 5% และเพราะเป็นเปอร์เซ็นต์ มันเอาไปเทียบข้ามแคมเปญที่งบไม่เท่ากันได้ ละเอียดเรื่องการใช้มันทำ A/B Testing อยู่ที่ CTR ตัวชี้วัดคุณภาพโฆษณา

Conversion: ปลายทางที่บอกว่าคุ้มหรือไม่

คลิกเยอะแต่ไม่มีใครซื้อ ก็เท่ากับศูนย์ครับ Conversion คือการนับว่าคนทำสิ่งที่เราอยากให้ทำจริงกี่ครั้ง ทั้งสั่งซื้อ ทักแชท หรือกรอกฟอร์ม และมันจะวัดได้ก็ต่อเมื่อเราตั้งค่าตัววัดถูกตั้งแต่ต้น ถ้าข้อนี้พลาด ตัวเลขอื่นจะหลอกเราหมด วิธีตั้งค่าให้ครบ ผมอธิบายไว้ที่ Conversion และการตั้งค่าวัดผล

ROAS: ภาพรวมว่าเงินที่ลงไปงอกกลับมาเท่าไหร่

พอมี CTR กับ Conversion ครบ เราถึงประกอบเป็นภาพใหญ่ได้ว่าจ่ายไป 1 บาท ได้ยอดขายกลับมากี่บาท นั่นคือ ROAS ตัวเลขที่ตัดสินว่าจะ scale ต่อหรือหยุด ผมรวมวิธีอ่านตั้งแต่ต้นจนจบไว้ที่ วัดผลโฆษณาและ ROAS แนะนำให้อ่านหลังสุด เพราะมันคือบทที่ร้อยทุกตัวเลขเข้าด้วยกัน


เริ่มตรงไหนดี ถ้าเพิ่งเริ่มจากศูนย์

ถ้าเพื่อนๆ เปิดหน้านี้มาแล้วยังไม่รู้จะกดลิงก์ไหนก่อน ผมจัดลำดับให้ตามนี้ครับ ไล่จากบนลงล่างทีละสเต็ป ไม่ต้องรีบ

  1. ตั้งกรอบคิดให้ถูกก่อน เริ่มที่ Performance Marketing ต่างจาก Digital Marketing เพื่อเข้าใจว่าทำไมต้องวัดผล
  2. เลือกสนามให้ตรงกับสินค้า ถ้าลูกค้ากำลังค้นหาให้อ่าน Google Ads คืออะไร ทำงานยังไง ถ้าต้องสร้างความอยากให้อ่าน Facebook Ads คืออะไร เริ่มต้นยังไงไม่เสียเงินเปล่า
  3. ก่อนกดเงินจริง อ่าน 3 ข้อผิดพลาดยิงแอดที่มือใหม่เจอบ่อย ให้จบ
  4. ติดตั้งระบบวัดผลให้ครบจาก Conversion และการตั้งค่าวัดผล แล้วฝึกอ่าน CTR ตัวชี้วัดคุณภาพโฆษณา
  5. ปิดท้ายด้วย วัดผลโฆษณาและ ROAS เพื่อตัดสินใจว่าจะ scale หรือหยุดด้วยตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก

ทำครบห้าสเต็ปนี้ เพื่อนๆ จะยิงแอดด้วยความมั่นใจขึ้นเยอะ เพราะรู้ว่ากำลังดูอะไรและจะปรับตรงไหน


เอาตรงๆ ครับ ไม่มีใครยิงแอดครั้งแรกแล้วกำไรเลย ผมเองก็เคยเผางบไปกับแคมเปญที่คิดว่าเจ๋งสุดๆ มาแล้ว (ในทางที่ได้บทเรียนนะครับ555) สิ่งที่ทำให้เก่งขึ้นคือยิง วัดผล ปรับ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เก็บข้อมูลของตัวเองเป็นเส้นฐาน แล้วทำให้ดีกว่าเดิมทีละนิด เริ่มจากบทความบนสุดของแผนที่นี้ก่อนได้เลย ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ทุกคนครับ 💪


ข้อมูลอ้างอิง

Google Ads Help — ระบบประมูลโฆษณาทำงานอย่างไร Meta for Business — รู้จักโฆษณาบน Facebook และ Instagram